การย้อนมาดูจิตตัวเอง

posted on 19 Sep 2008 18:52 by invisibleman in Foodforbrain

 

 .

.

.... หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช .....

หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้.

ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป...

เพราะถึงเวลานั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกนานแสนนาน....

.

---------------------------------------------------------------------

 . 

  สวัสดีครับ ..... 

  .

ห่างหายไปนานเลยนะคับสำหรับนาย invisible man นี้

การกลับมาในครั้งนี้เพราะได้รับธรรมะ ทำให้เราได้รับความสุขในจิตในใจมากพอสมควร

เลยคิดว่าการแบ่งปัน ทางที่จะพ้นจากความทุกข์ได้อย่างง่ายๆ ด้วยการฝึกสติ โดยการย้อนมาดูจิตดูใจของเราเอง

ลองมาฝึกรู้ฝึกดู จิตและใจของเราเอง เราก็จะเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ธรรมะอยู่ที่จิตที่ใจของเรานั้นเอง ...

ร่วมกับพี่ชายที่บ่นบอกว่าอย่างน้อยเขียนเรื่องราวของธรรมะให้คนทั่วไปได้เข้าใจอย่างที่เราเข้าใจได้

ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร ผมเลยมาคิดดู อืม จริงของพี่ชาย ครับ ผม ...

.

จิตที่รู้สึกตัว ........
.

ดูจิต เอาอะไรดู ดูอย่างไร มักเป็นคำถามที่มือใหม่หัดดูจิตถามกันแทบทุกคน

อย่าว่าแต่มือใหม่เลยที่ถามกัน มือเก่าอีกหลายคนที่หัดดูจิตกันมานานแล้ว

ก็ยังมีคำถามอยู่เหมือนกัน คงเพราะดูอย่างไร ก็ยังดูไม่เป็นนั่นเอง

ก่อนอื่นขอให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่า การดูจิตนั้นหมายถึง

การตามรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจด้วยจิตที่รู้สึกตัว
.
.

ทำไมต้องตามรู้  ก็เพราะปกติทั่วไปของการรู้สิ่งที่ปรากฏทางใจนั้น

จิตจะส่งออก (เหมือนออกจากบ้าน) ไปจม-แช่-แนบแน่นกับสิ่งที่ปรากฏอยู่

ซึ่งกระบวนการที่จิตส่งออกไปนี้ จะเกิดขึ้นเร็วมาก จนมักสังเกตไม่ได้

และมักรู้ได้หลังจากที่จิตส่งออกไปแล้ว เช่น ทันทีที่มีเรื่องไม่พอใจมากระทบ

จนเกิดความโกรธขึ้น
.
.

จิตก็จะส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธ (จิตมีโทสะ)

จิตที่ส่งออกไปนี้เป็นจิตที่ปราศจากความตั้งมั่น ปราศจากความรู้สึกตัว

หรือปราศจากสัมปชัญญะนั่นเอง
.
.

ถ้าเราไม่ได้หัดดูจิตที่มีความโกรธมาก่อน จิตก็จะไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธไป

จนกว่าเหตุปัจจัยของความโกรธจะหมดลง เมื่อหมดเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความโกรธแล้ว

ก็จะมีเหตุปัจจัยอื่นมาทำให้เกิดอารมณ์ทางใจอื่นๆ แล้วจิตก็ส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่น

กับอารมณ์อันใหม่อีก เค้าจะไปของเค้าเองครับ

.

.

การหัดดูจิต ก็คือ   การหัดตามรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร เช่น พอมีความโกรธ

ก็ให้หัดดูจิตที่มีความโกรธ โดยไม่ต้องสนใจว่าโกรธใคร โกรธเรื่องอะไร

หัดดูจิตที่มีความโกรธเท่านั้น ดูแล้วจะหายโกรธหรือไม่ก็ไม่ต้องสนใจ

ไม่ต้องทำอะไร เพื่อให้หายโกรธแค่ดูจิตที่มีความโกรธไปเรื่อยๆ

โกรธเมื่อไหร่ก็ดูเมื่อนั้น และถ้าจะดูจิตให้เป็นเร็วๆ ก็ต้องหัดดูจิตให้บ่อยๆ

โกรธก็ดูจิต ร้องไห้ก็ดูจิต ยิ้มก็ดูจิต หัวเราะก็ดูจิต เห็นสาวสวยก็ดูจิต เป็นต้น

หัดดูจิตไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องเพ่งจ้อง ไม่ต้องคอยควบคุมจิต

จิตจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยให้จิตเป็นไปตามเหตุปัจจัย เราเพียงแค่ตามรู้ว่า

จิตเป็นอย่างนั้นไปก็เพียงพอแล้ว

.

.

 เมื่อหัดดูไป จนจำสภาวะต่างๆ ของจิตที่เกิดขึ้นได้ เช่น

จำสภาวะของจิตที่มีความโกรธได้

ทันทีที่จิตระลึกขึ้นได้ว่าจิตมีความโกรธ

จิตที่กำลังส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธก็จะดับลง

แล้วเกิดเป็นจิตที่มีความตั้งมั่น

(ไม่ส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธ)

 และจะรู้ได้ถึงจิตที่มีความโกรธ ซึ่งเพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ

โดยไม่รู้สึกไม่พอใจที่จิตส่งออกไปจม-แช่-แนบแน่นกับความโกรธ

ลักษณะของจิตที่ตั้งมั่น ไม่ส่งออก และตามรู้จิตได้โดยปราศจากความยินดี-ไม่ยินดีนี้

ก็คือ จิตที่มีความรู้สึกตัว (พูดย่อๆ กันว่า รู้สึกตัว) หรือจะพูดว่าจิตมีสติสัมปชัญญะก็ได้

จิตที่รู้สึกตัวหรือมีสติสัมปชัญญะนี่เอง ที่นับเป็นหลักที่หนึ่งในการเดินทาง

ที่มีความพ้นจากทุกข์เป็นจุดหมายปลายทาง
 
.

.

ครูบาอาจารย์บอกไว้ว่า เมื่อตามรู้จิตได้อย่างต่อเนื่อง

ก็จะเกิดจิตที่มีความรู้สึกตัวได้บ่อยขึ้น แล้วจิตเองจะค่อยๆ

มีความเข้าใจต่อกายต่อจิตเองมากขึ้น

จนกระทั่งเกิดความเข้าใจได้ว่า

 . . .  กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา . . .  

 . . . จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา . . .  

กายนี้เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมสลายดับไป จิตนี้เกิดขึ้น แล้วก็ย่อมเสื่อมดับไปเช่นกัน

แล้วจะทำให้ความเห็นผิดว่ากายนี้ จิตนี้เป็นตัวเรา

ถูกละออกไปอย่างชนิดไม่กลับไปเห็นผิดอีกเลย

เมื่อตามรู้ตามดูจิตต่อไปอีก ก็จะเห็นความจริงของกายนี้จิตนี้มากขึ้น

จนถึงที่สุดก็จะปล่อยวางกายปล่อยวางจิต

เมื่อปล่อยวางกายปล่อยวางจิตได้ สภาวะที่เรียกว่า นิพพาน ก็จะปรากฏขึ้น 

.
.

สำหรับใครที่รู้สึกว่า  ตัวเองไม่ถนัดที่จะดูจิต แต่ถนัดเดินจงกรม

หรือใช้การเคลื่อนไหวร่างกายอื่นๆ

เป็นเครื่องมือในการศึกษาปฏิบัติธรรม

ก็ขอให้เข้าใจกันด้วยว่า ไม่ว่าใครจะถนัดใช้รูปแบบใดในการหัด

เช่น เดินจงกรม หรือรูปแบบอื่น ก็ให้หัดไปตามที่ถนัดนั่นแหละ

แต่หัดแล้วก็ไปให้ถึงหลักที่หนึ่งคือ หัดแล้วให้เกิดมีจิตที่รู้สึกตัวให้ได้กันก่อนนั่นเอง

.

มีสภาวะของจิตอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับการรับรู้อารมณ์ทุกๆ ทาง

ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

สภาวะที่ว่านี้ ก็คือ จิตที่ลืมตัวหรือจิตที่เผลอไป จิตที่ลืมตัวหรือเผลอไปนี้

มีลักษณะที่มัวแต่สนใจรับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

โดยไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองปรากฏอยู่ในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น

(ลองนึกตามไปด้วยนะ)

ขณะกำลังดูทีวีเชียร์ฟุตบอลทีมโปรดแข่งอยู่นั้น

เคยสังเกตไหมว่า ขณะกำลังลุ้นทีมโปรดยิงประตูคู่แข่งอยู่นั้น

จิตจะส่งออกไปอยู่ในจอทีวีจนไม่รู้สึกเลยว่ามีตัวเองกำลังดูทีวีอยู่

แบบนี้แหละที่เรียกกันว่า ลืมตัว หรือจะเรียกว่า เผลอไป ก็ได้
 
.
.

 อีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ ขณะกำลังพูดโทรศัพท์ คงนึกออกนะว่าขณะกำลังพูดโทรศัพท์

จิตจะส่งออกไปอยู่กับเรื่องราวที่กำลังพูด

หากยืนพูดโทรศัพท์อยู่ก็จะไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ หรือถ้าขับรถอยู่ก็ลืมไปเลยว่าขับรถอยู่

เขาจึงได้ห้ามพูดโทรศัพท์ระหว่างขับรถ

เพราะจิตที่อยู่ในสภาวะลืมตัวนี่แหละที่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย

.
.

หากเราจะหัดตามรู้ตามดูจิตที่ลืมตัวหรือเผลอไป ก็สามารถหัดได้เช่นกัน

เอาไว้จะเล่าให้ฟังต่อว่า การหัดตามรู้ตามดูจิตที่ลืมตัวหรือเผลอไปนั้นหัดกันอย่างไร

 

 

.

ขอได้รับความขอบคุณจาก  อาจารย์สุรวัฒน์

www.wimutti.net ที่มาของบทความอันลึกซึ้งในธรรม เช่นนี้ ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคับ

 

.

.

.ปฏิบัติธรรมไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะครับ

ลองมาดูจิตดูใจของตัวเราเองดีกว่า ดีกว่าที่เราจะไปดูจิตดูใจของคนอื่น

แล้วเราจะพบว่าความสุขที่เราหากันมาทั้งชีวิต เพียงแต่  แค่หยุด และดูจิตดูใจ

แล้วทำไมนะ ใจนี้ จึงมีแต่ความสุข มากมายขนาดนี้ . . .

.

รออ่านต่อตอนต่อไปนะคับ >>>

.